ศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE)

จากการดำเนินงานของคลัสเตอร์วิจัยด้านยานยนต์ที่ผ่านมา พบว่าหน่วยงานต่างๆ จากภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งภายในและต่างประเทศให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายนอก ทั้งในรูปแบบโครงการวิจัย งานบริการวิชาการ และการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรและการจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ให้กับอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และบุคคลภายนอกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้การทำงานแบบบูรณาการระหว่างอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาจากคณะต่าง ๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่องและก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีจึง จัดตั้งศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE) ขึ้นต่อยอด จากคลัสเตอร์วิจัยด้านยานยนต์และไปสังกัดสำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวท.) ทั้งนี้ศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE) มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา จากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งแบ่งปันการใช้พื้นที่และครุภัณฑ์วิจัยร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้


วิสัยทัศน์

ก้าวเป็นผู้นำด้านยานยนต์สมัยใหม่ที่ยั่งยืนผ่านการวิจัย นวัตกรรม และการศึกษา

พันธกิจ

  1. พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยานยนต์สมัยใหม่บนพื้นฐานแนวคิด CASE (Connected, Autonomous, Shared และ Electrified)
  2. ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้
  3. ดำเนินโครงการวิจัยและงานบริการวิชาการโดยทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายมีบุคลากรจากหน่วยงานทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย
  4. พัฒนาและสร้างห้องปฏิบัติการวิจัยที่ทันสมัยเพื่อรองรับการทดสอบและวิจัยด้านยานยนต์สมัยใหม่และใช้ครุภัณฑ์กลางวิจัยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

สารแสดงความยินดีอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงกำหนดให้อุตสาหกรรม ยานยนต์เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงได้จัดทำแผนที่นำทางการส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าขึ้น ทั้งในส่วน ของยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง และ ระบบการขนส่งสาธารณะ  ด้วยรถโดยสารไฟฟ้าในประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริง เพื่อได้ช่วยลดมลภาวะและปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคขนส่ง อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยานยนต์ไทยเรียนรู้และก้าวทันเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อความได้เปรียบในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต ดังนั้น การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีด้านยานยนต์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการด้านยานยนต์ของไทย และการทำงานร่วมกันของบุคลากรในรูปแบบสหวิทยาการ โดยใช้แนวคิด 4 ประสาน (Quadruple Helix) ซึ่งเป็นการประสานงานกันระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และประชาสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอันจะนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์วิจัย “Sustainable Mobility”และต่อมาคลัสเตอร์วิจัย  ด้านยานยนต์ได้รับการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบเป็นศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE)  เพื่อพัฒนาต่อยอดงานวิจัยด้านยานยนต์ของมหาวิทยาลัยเว้นการเตรียมการจัดตั้งห้องปฏิบัติการและห้องทดสอบที่ทันสมัย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันทำงานวิจัยอย่างเข้มแข็ง และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินโครงการต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ในนามอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีกับความก้าวหน้าในการดำเนินงานของศูนย์วิจัย MOVE ในการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ นักวิจัย รวมทั้งนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีความสนใจด้านยานยนต์สมัยใหม่ให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น สร้างความรับรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมและส่งผลให้เกิดโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมต่อไป ท้ายที่สุดนี้ ผมขออวยพรให้คณะทำงานศูนย์วิจัย MOVE ทุกท่านที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป